การดูดเสมหะ

ขั้นตอนดูดเสมหะให้กับผู้ป่วย ก่อนดูดเสมหะ ผู้ป่วยมีเสมหะ

ขั้นตอนดูดเสมหะให้กับผู้ป่วย

 

 

ขั้นตอนที่ 1 ก่อนดูดเสมหะ

 

1.1 ผู้ป่วยบอกว่ามีเสมหะ

1.2 ได้ยินเสียงเสมหะเป็นเสียงครืดคราด หรือเสียงวี้ด

1.3 ผู้ป่วยได กระสับกระส่าย เหงื่อออก

1.4 ผู้ป่วยหายใจลำบาก อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น

1.5 ฟังเสียงลมผ่านปอดได้ยินเสียงน้ำในปอด

1.6 ก่อนให้อาหารทางสายยาง

 

ขั้นตอนที่ 2 ขั้นตอนดำเนินการ

 

2.1 การดูดเสมหะ ต้องกระทำ 2 คน คือผู้ดูดเสมหะ 1 คน และผู้ช่วย 1 คน

2.2 ล้างมือก่อนดูดเสมหะทุกครั้ง (ทั้งผู้ดูดเสมหะและผู้ช่วย)

2.3 ในกรณีที่ผู้ป่วยรู้สึกตัว และเป็นการดูดเสมหะครั้งแรก ควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงเหตุผลเพื่อความร่วมมือ ครั้งต่อไปเพียงแต่บอกให้ผู้ป่วยทราบ

2.4 จัดท่าผู้ป่วยให้นอนหงายศรีษะสูง เพื่อให้หลอดลมตรงและเปิดกว้าง ผู้ป่วยสามารถใช้กล้ามเนื้อในการหายใจได้อย่างเต็มที่ และสามารถไอได้ดี

2.5 ปลดสายเครื่องช่วยหายใจออกจากท่อหลอดลม แขวนไว้ หรือห่อหุ้มปลายสาย ไม่ให้ปนเปื้อนจาการสัมผัสสิ่งใด

2.6 ใช้ปากคีมคีบสำลีชุป alcohol 70% และใช้มือจับสำลีเช็ดบริเวณปลายท่อหลอดลมคอและหัวต่อจากเครื่องดูดเสมหะ

2.7 กระตุ้นให้ผู้ป่วยหายใจลึกๆ 3 -4 ครั้ง พร้อมกับให้ออกซิเจน

2.8 ใช้มือข้างที่ถนัดที่สุดสวมถุงมือปราศจากเชื้อเพื่อจับสายยางดูดเสมหะ

2.9 ใช้เครื่องป้องกันอื่นๆ เช่น สวม mask และแว่นตา ในกรณีที่มีโอกาสจะถูกเสมหะ หรือเลือดกระเด็นจากผู้ป่วย

2.10 หยิบสายยางดูดเสมหะต่อกับหัวต่อดูดเสมหะ

2.11 เปิดเครื่องดูดเสมหะ และปรับความดันเป็น 120 -140 มม.ปรอท ในผู้ใหญ่ 90 – 120 มม.ปรอท ในเด็กโต และ 50 – 90 มม. ปรอท ในเด็กเล็ก

2.12 สอดสายดูดเสมหะเข้าในท่อหลอดลมคออย่างนุ่มนวล ลงไปลึกจนติดหรือผู้ป่วยมีปฏิกิริยาจะไอให้เห็น โดยยังไม่ดูดเสมหะ ถอดสายยางขึ้น 1-2 ซม. ในผู้ใหญ่ หรือน้อยกว่านี้อีกถ้าเป็นเด็ก เพื่อป้องกันการเกิด atelectasis (เนื้อปอดแฟบ) แล้วจึงเริ่มดูดเสมหะโดยใช้นิ้วหัวแม่มือปิดปลายท่อรูปตัววาย ค่อยๆดึงและหมุนสายยางออก ดูดเสมหะแต่ละครั้งไม่เกิน 15 วินาทีในผู้ใหญ่ และ 10 วินาทีในเด็ก  ห้ามปิดท่อรูปตัววาย ขณะสอดสายดูดเสมหะ เพื่อป้องกันการดูดอากาศออกจากปอดมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิด atelectasis (เนื้อปอดแฟบ) ได้

2.13 ขณะดูดเสมหะ ให้หันหน้าผู้ป่วยตะแคงไปด้านตรงข้ามกับปอดข้างที่ต้องการดูดเสมหะ จะให้ดูดเสมหะง่ายขึ้น (ปอดมนุษย์มี 2 ข้าง คือ ข้างซ้ายและข้างขวา)

2.14 สังเกตสีผิว ริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้า ลักษณะการหายใจ ขณะดูดเสมหะและหลังดูดเสมหะ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากก่อนดูดเสมหะหรือไม่ เช่น มีสีเขียวคล้ำขึ้น หรือหายใจหอบ

 

 

2.15 สังเกตลักษณะ สี กลิ่นของเสมหะทุกครั้งที่ดูด รายงานแพทย์เมื่อพบความผิดปกติ

2.16 ถ้าเสมหะแห้ง หรือเหนียวข้น ใช้น้ำเกลือ 0.9% ปริมาณ 0.5 cc ในเด็กเล็ก 0.5 – 1 cc ในเด็กโต และ 2-5 cc ในผู้ใหญ่ หยอดในท่อหลอดลมคอก่อนดูดเสมหะ

2.17 ดึงสายออกหรือหยุดดูดเสมหะทันที ถ้าผู้ป่วยมีอาการเขียว หายใจลำบาก แสดงสีหน้าซึ่งบ่งถึงการมีปัญหาทางการหายใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือช็อคระหว่างดูดเสมหะ ให้ช่วยการหายใจโดยบีบถุงลมเข้าปอด พร้อมกับออกซิเจน หรือใส่เครื่องช่วยหายใจระหว่างการดูดเสมหะแต่ละครั้ง พัก 1-3 นาทีก่อนดูดครั้งต่อไป และดูดซ้ำจนหมดจึงหยุด และรายงานให้แพทย์ทราบ

 

ขั้นตอนที่ 3 ภายหลังดูดเสมหะ

 

3.1 กระตุ้นให้ผู้ป่วยหายใจลึกๆ 3 -4 ครั้ง พร้อมกับให้ออกซิเจน เพื่อช่วยขยายเนื้อปอด

3.2 ดูดล้างสายยางด้วยน้ำสะอาดจนหมดคราบเสมหะ และไม่นำกลับมาใช้อีก ปลดสายยางลงในน้ำผสมผลงซักฟอกในถังที่มีฝาปิด

3.3 ใช้สายดูดเสมหะอีกสายหนึ่งสำหรับดูดในปาก เมื่อเสร็จสิ้นการดูดเสมหะ

3.4 ถอดถุงมือเปลี่ยนทุกครั้งเมื่อเสร็จสิ้นการดูดเสมหะ โดยทิ้งลงในถังที่มีฝาปิด แล้วล้างมือหลังถอดถุงมือ

3.5 เก็บอุปกรณ์เข้าที่ โดยเช็ดทั้งหัวต่อและปลาย ด้วยแอลกอฮอล์ 70%

3.6 ใช้หูฟังเสียงลมผ่านปอดทั้งสองข้างเพื่อประเมินผลการดูดเสมหะ

 

ผลของการดูดเสมหะ

 

  1. ผู้ป่วยหายใจสะดวกขึ้น
  2. ผู้ป่วยหายใจไม่มีเสียงดังครึดคราด หรือเสีงวี้ด
  3. ผู้ป่วยหยุดไอ ภายหลังการดูดเสมหะ
  4. ฟังเสียงลมผ่านปอดไม่พบมีเสียงเสมหะ
  5. ลักษณะและอัตราการหายใจปกติ หรือไม่เพิ่มไปจากเดิมของผู้ป่วยเกินร้อยละ 20
  6. มี Oxygen saturation > 95% (ความเข้มข้นของออกซิเจนในเส้นเลือดแดง)
  7. ไม่มีอาการกระสับกระส่าย
  8. ไม่มีอาการเหงื่อออก หรือผิวกายร้อน เย็นผิดปกติ
  9. ระดับความรู้สึกคงที่ หรือดีขึ้น
  10. ไม่มีภาวะผิวกายเขียว
  11. เสมหะไม่มีเลือดหรือเศษอาหารตลอดจนน้ำย่อยปน
  12. ผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการดูดเสมหะ ไม่แสดงอาการหงุดหงิด ส่ายหน้าหนี หรือใช้มือปัดออก ถ้าเป็นผู้ป่วยเด็ก สังเกตว่าเด็กสุขสบายขึ้น

 

ขอขอบคุณ

คณะกรรมการศึกษาวิจัยปอดอักเสบจากการติดเชื้อในโรงพยาบาล

ในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา